หน้าแรก > พระราชประวัติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
พระราชประวัติ
พระราชกรณียกิจ
พระราชานุสาวรีย์
 
พระราชประวัติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1900 ณ เมืองนนทบุรี พระนามเดิมว่า สังวาล ทรงเป็นบุตรีของพระชนกชูและพระชนนีคำ พระชนกชูประกอบอาชีพเป็นช่างทอง และทำ งานอยู่ที่บ้าน เมื่อเยาว์วัย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเจริญพระชนม์ชีพในชุมชนชาวบ้านแถบวัด อนงคาราม ธนบุรี พระชนกชูถึงแก่กรรมตั้งแต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนียังทรงพระเยาว์มาก จึงทรงอยู่ในความดูแลของพระชนนีคำและท่านซ้วย(พี่สาวของพระชนนีคำ) ทรงเริ่มเรียนหนังสือกับพระชนนีคำ แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนสำหรับเด็กหญิงที่วัดอนงคาราม และโรงเรียนศึกษานารี แต่ทรงเรียนที่โรงเรียนสองแห่ง นี้เพียงช่วงสั้น ต่อมาเมื่อพระชนมายุประมาณ 7-8 พรรษาพระญาติผู้ใหญ่ได้นำสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไปถวายตัวเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์โปรดให้สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนีไปทรงเรียนต่อที่โรงเรียนสตรีวิทยาเมื่อทรงเรียนจบประถมสามัญแล้ว ใน ค.ศ. 1913 ได้ทรงเข้าเรียน วิชาพยาบาลที่โรงเรียนผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช

ทรงสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรในเดือนธันวาคมค.ศ. 1916 หลังสำเร็จการศึกษา ทรงทำงานที่โรงพยาบาลศิริราชใน ค.ศ. 1917 ทรงได้รับทุนของสมเด็จพระนางเจ้าสว่าง วัฒนา พระบรมราชเทวี ไปทรงเรียนวิชาพยาบาลเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา ทรงเริ่มการเรียนที่โรงเรียนประถมเอเมอร์สัน (Emerson School) เมืองเบอร์กเลย์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่าง ค.ศ. 1917-1918 จากนั้นได้ทรงย้ายมาเรียนที่โรงเรียน นอร์ทเวสเทิร์น (North Western) เมืองฮาร์ตฟอร์ด มลรัฐคอนแน็กติคัต ในช่วงนี้พระองค์ได้ทรงรู้จักกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งกำลังทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ใน ค.ศ. 1919 สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลทรงหมั้นนางสาวสังวาลย์ ชูกระมล หลังจากทรงหมั้นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงย้ายมาประทับและเรียนหนังสือที่บ้านมิสเอมิลี่และมิสคอน สแตนซ์ วิลลิสตัน (Miss Emily and Miss Constance Williston) ที่เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาซูเซตส์ ทรงเรียนวิชาชีพคณิต ภาษาละติน และภาษาฝรั่งเศสที่บ้านนี้ พร้อมกันนั้นก็ได้ทรงเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนพิเศษของมิสจอห์นสัน (Miss Johnson's tutoring school)

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1920 ที่ประเทศไทย สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลทรงอภิเษกสมรส กับนางสาวสังวาลย์ หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จไปประทับที่สหรัฐอเมริกา สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงเปลี่ยนมา ศึกษาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและที่สถาบันเอ็มไอที (MIT Massachusetts Institute of Technology) ทั้งสองพระองค์ประทับที่ Apartment เรียบ ๆ ไม่หรูหราในเมืองบอสตันระหว่างที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชา สาธารณสุขศาสตร์นั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีได้เสด็จไปศึกษาหลักสูตรเตรียมพยาบาลที่วิทยาลัยซิมมอนส์ (Simmons college) ทรงเรียนอยู่ภาคการศึกษาหนึ่ง และเมื่อทรงสอบไล่ได้แล้วก็เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการสาธารณสุขเกี่ยวกับโรงเรียน (School Health)

ในภาคฤดูร้อนที่ MIT ใน ค.ศ. 1921 สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตร การสาธารณสุข (Certificate of Public Health C.P.H.) จากนั้นได้เสด็จพร้อมด้วยหม่อมสังวาลย์ไปยุโรปเพื่อท่องเที่ยว ดูงาน และทรงเจรจากับผู้แทนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์เรื่องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อพัฒนาปรับปรุงการศึกษาด้านการแพทย์ของ ไทยเข้าสู่มาตรฐานระดับอุดมศึกษา

ปลาย ค.ศ. 1923 สมเด็จพระบรมราชชนก หม่อมสังวาลย์ และพระธิดาเสด็จกลับประเทศไทย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลเสด็จกลับมา ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย


สมเด็จพระบรมราชชนกทรงเอาใจใส่และทรงงานอย่างหนักทั้งในด้านการวางแผน งานด้านบริหาร การจัดหลักสูตรแพทยศาสตร์ และการทรงสอนด้วยพระองค์เองในวิชาชีววิทยาและวิชาประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงงานอยู่ที่ประเทศไทยถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1925 ก็ทรงพาครอบครัวไปประทับที่เยอรมนีเพื่อรักษา พระองค์เนื่องจากพระสุขภาพไม่ดี และเพื่อทรงเรียนต่อวิชาแพทย์ที่เคยทรงเรียนที่มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ดค้างไว้เพียง ครึ่งหลักสูตร แต่ท้ายที่สุดมิได้ทรงเรียนที่เยอรมนีด้วยมีพระราชกิจในเมืองไทย เสด็จกลับมาเพียงพระองค์เดียว ส่วนหม่อมสังวาลย์และพระโอรสธิดาอยู่ที่ฝรั่งเศส แล้วมาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงมีพระโอรสธิดา 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติ ค.ศ. 1923 ที่อังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ประสูติ ค.ศ. 1925 ที่เยอรมัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประสูติ ค.ศ. 1927 ที่สหรัฐอเมริกา หลังจากพระสวามีสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระบรมราชชนนีซึ่งขณะนั้น

ทรงมีพระชนมายุ 29 พรรษา ต้องทรงเป็นทั้งพ่อและแม่ของเจ้านายเล็ก ๆ ทั้ง 3 พระองค์ ทรงเอาใจใส่อภิบาล พระโอรสธิดาได้อย่างดียิ่งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1933 พระองค์พร้อมด้วยพระโอรสธิดาเสด็จไปประทับที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ เพื่ออนาคตในด้านการศึกษาของเจ้านายทั้ง 3 พระองค์ และเพื่อพระอนามัยของพระโอรสองค์โต ที่ไม่สู้แข็ง แรง ต้องทรงอยู่ในที่อากาศเย็นสบาย วันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1935พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละ ราชสมบัติ

เนื่องจากทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยขัดแย้งกับรัฐบาลหลายเรื่องตามกฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบ ราช สันต-ติวงศ์ ค.ศ. 1924 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลพระโอรสองค์โตของสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงอยู่ในลำดับที่1แห่งการสืบราชสันตติวงศ์รัฐบาลโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นเป็น กษัตริย์องค์ที่8แห่งราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชประสงค์เช่นนั้นเพื่อความ สงบของบ้านเมือง

เมื่อขึ้นครองราชย์ยุวกษัตริย์พระองค์น้อยมีพระชนมายุเพียง 9 ชันษากว่า พระราชภารกิจที่สำคัญยิ่ง ของสมเด็จพระบรมราชชนนีก็คือการอบรมอภิบาลพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ภาย ใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อกาลเวลาผ่านไปก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงปฏิบัติพระราชภาระนี้ได้อย่าง ดีเลิศพระโอรสทั้ง สองพระองค์ซึ่งเสด็จ ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีต่างทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ประเสริฐ และทรงปฏิบัติหน้า ที่ในฐานะพระมหา กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างดีเลิศเหมาะสม จึงไม่เป็นการ กล่าวเกินจริงไปเลยว่า สมเด็จพระบรมราช ชนนีทรงมีส่วนร่วมในการ “สร้าง” หน้าที่และบทบาทของสถาบัน พระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตยด้วย พระองค์หนึ่ง

เนื่องจากพระโอรสองค์เล็กเสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1946 เมื่อพระชนมมายุเพียง 18 พรรษาสมเด็จพระบรม ราชชนนีจึงต้องรับพระราชภาระถวายอภิบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ในช่วง ค.ศ. 1947 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเรียนรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโล ซานน์นั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีก็ได้ทรงลงทะเบียนเรียนแบบ audit ที่มหาวิทยาลัยนี้ด้วย ทรงศึกษาวิชา ปรัชญาวรรณคดีฝรั่งเศส ภาษาบาลีและสันสกฤต หลังจากที่พระโอรสทรงอภิเษกสมรสใน ค.ศ. 1950 แล้วสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงย้ายจาก พระตำหนัก วิลล่าวัฒนาที่ประทับของพระองค์และพระโอรสที่เมืองพุยยี่มา ประทับ ณ แฟลตเลขที่ 19 ถนนอาวองโปสต์ ในเมืองโลซานน์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จกลับ ประเทศไทยในปลาย ค.ศ.1951 สมเด็จพระบรมราชชนนียังคงประทับที่โลซานน์ต่อไปอีกจนถึง ค.ศ. 1963ในช่วงนี้เสด็จกลับประเทศไทยเป็นครั้งคราว ไม่มีกำหนด เวลาที่แน่นอน ในค.ศ. 1964 ได้เสด็จกลับ มาประทับที่ประเทศไทยพร้อมกับเริ่มเสด็จประพาส หัวเมืองและเสด็จ พระราชดำเนินออก เยี่ยมราษฎรในถิ่น ทุรกันดารทั่วประเทศ ได้ทรงริเริ่มโครงการต่าง ๆ เพื่อประชาชนยากจนด้อย โอกาสในพื้นที่เหล่านี้ นับจาก ค.ศ. 1964 เป็นต้นมา

สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ทรงงานในชนบทมาอย่างต่อเนื่องจนถึง วาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เสด็จสวรรคตในวันอังคารที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1995 ในด้านพระ ราชอัธยาศัยและ พระราชจริยวัตร สมเด็จพระ บรมราชชนนีโปรดการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย โปรดการทรงงานด้วยพระองค์เอง

ทรงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เสมอ ทรงใช้จ่ายประหยัดเพื่อนำพระราชทรัพย์ไปใช้ในกิจการกุศล โปรดการเดินป่า ปีนเขา ทอดพระเนตรดอก ไม้และทิวทัศน์ธรรมชาติ ทรงเป็นคนเข้มแข็งและเป็นคนตรง ทรงเน้นการพึ่งตนเองและการทำงานเพื่อประโยชน์ ส่วนรวม ทรงยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยทรงใฝ่รู้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ มาตลอดพระชนม์ชีพ ทรงเลื่อมใสศรัทธา และศึกษาธรรมะ ในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทรงฝึกสมาธิและทรงดำเนินพระชนม์ชีพอยู่ในธรรมะ ไม่ทรงยึด ถือในลาภ ยศ สรรเสริญ เคยมีรับสั่งว่า “คนเราไม่ควรลืมตัว ไม่อวดดี ไม่ถือว่าตนเก่ง” และเคยรับสั่งถึงเรื่อง จังหวะชีวิตว่าแบ่งเป็น 3 ระยะ

ระยะที่หนึ่ง คือ แรกเกิด ทุกคนเท่ากันหมด เพราะมาแต่ตัว

ระยะที่สอง คือ ขั้นสมมุติ มีสมมุติต่าง ๆ เช่น ชื่อนั้น ชื่อนี้ บรรดาศักดิ์อย่างนั้น อย่างนี้ เกิดตามมาเป็นของปลอม

ระยะที่สาม คือขึ้นระลึกถึงความจริงได้ว่า ชีวิตที่แท้จริงเป็นอย่างไร ไม่หลงไหลในสมมุติต่าง ๆ รู้จักใช้ลาภยศ สิ่งสมมุติเพื่อช่วย เหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 333 หมู่ 1 ต.ท่าสุด อ.เมือง จ. เชียงราย 57100
โทรศัพท์ 0-5391-6000, 0-5391-7034 โทรสาร 0-5391-6034, 0-5391-7049
สำนักงานมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2679-0038-9 โทรสาร 0-2679-0038 email : webmaster@mfu.ac.th