โครงการจัดตั้งสถาบันชา


 
 

เหตุผลความจำเป็นและหลักการจัดตั้ง

ในปีพ.ศ. 2546 ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกชา 97,355 ไร่ เป็นอันดับ 14ของโลก มีผลผลิต 3,961 ตันสด หรือ 6,600 ตันแห้ง ร้อยละ 60 เป็นชาอัสสัม ร้อยละ 20 เป็นชาจีน จังหวัดที่ปลูกมากที่สุก คือ เชียงราย 45,599 ไร่ และเชียงใหม่ 41,172 ไร่ ผลผลิตชาใบและผลิภัณฑ์ที่ผลิตได้ 10,937.80 ตัน หรือร้อยละ 85 ใช้บริโภคในประเทศ ส่งออกชาใบ 750.99 ตัน หรือ60.76 ล้านบาท และส่งออกผลิตภัณฑ์ชา 439.61 ตัน มูลค่า 49.28 ล้านบาท ประเทศส่งออกได้แก่ สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ตามลำดับ (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2546) ในปี 2546 รัฐบาลได้กำหนดให้เชียงรายเป็นจังหวัดชาแห่งชาติ เนื่องจากมีภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาและมีอากาศค่อนข้างเย็น เหมาะที่จะปลูกชา และทางจังหวัดเชียงรายได้กำหนดยุทธศาสตร์ชา ปี 2547-2551 (ฉบับร่าง) ให้ขยายพื้นที่การปลูกชาให้เต็มศักยภาพ โดยกำหนดเป้าหมายการปลูกชาให้ได้ 100,000 ไร่ ภายในปี 2551

 
 

 

 

 

 

แหล่งปลูกชาแหล่งใหญ่ของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่ อ.แม่ฟ้าหลวง, อ.แม่สรวย, และอ.แม่ลาว พันธุ์ชาที่เกษตรกรนิยมปลูกกันได้แก่ อัสสัม (พันธุ์พื้นเมือง) อู่หลงก้านอ่อน, อู่หลงเบอร์12, ชิงชิง, ถิกวนอิม, และพันธุ์สี่ฤดู เป็นต้น โรงงานผลิตชาในปัจจุบัน มีกระบวนการผลิต 3 กระบวนการ ได้แก่ แบบไม่หมัก (Unfermented process), กึ่งหมัก (Semi-fermented process), และหมัก (Fermented process) ซึ่งจะให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้า ที่จำหน่าย ตามท้องตลาด คือ ชาเขียว, ชาอู่หลง, และชาแดง (หรือชาดำ- Blabk tea) ตามลำดับ

 
 


การบริโภคชาเป็นที่นิยมกันทั่งโลกจึงมีตลาดที่กว้งขวาง และทวีความนิยมในการบริโภคชามากขึ้น โดยเป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาพ ตลอดจนมีการแปรรูปที่หลากหลาย เช่น เป็นส่วนผสมในอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ส่งเสริมความงามนานาชนิด จึงทำให้ชาและผลิตภัณฑ์จากชา มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง เกษตรกรที่อยู่บริเวณดอยแม่สลอง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทางไต้หวัน จึงได้รับเทคโนโลยีการปลูก และผลิตชาจากผู้เชี่ยวชาญไต้หวัน รวมถึงการนำพันธุ์ชาต่างๆ มาปลูก และซื้อถุงพลาสติกสำเร็จรูปสำหรับบบรจุชาด้วย การที่ต้องพึ่งพาองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไมสามารถทำด้วยตนเองได้ ทำให้มีต้นทุการผลิตสูงขึ้น และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นไปได้อย่างลำบาก จึงเสียเปรียบในตลาดโลก

 
 

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของชา และผลิตภัณฑ์จากชา ตลอดจนคุณค่าของการปลูกชาต่อการอนุรักษืความชุ่มชื้น และความอุดมสมบูรณ์ของดิน อีกทั้งป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชัน อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืน ของระบบเกษตรนิเวศน์ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาล ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ จึงได้กำหนดเป้าหมายของประเทศไทย เป็นแหล่งอาหารหรือครัวของโลก และเป็นศูนย์สุขภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ทางจะงหวัดเชียงรายจึงได้สนองนโยบายรัฐบาล โดยกำหนดให้ชาเป็นพืชเอกลักษณ์ของจังหวัด ดังนั้น จึงเป็นจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมที่สุดที่มหาวิทยาลัย จะได้จัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ เพื่อบริหารจัดการวิจัย และการสร้างนวัตกรรมด้านชา และผลิตภัณฑ์จากชา ให้บรรลุพันธกิจอย่างเป็นรูปธรรม ในการเป็นผู้นำทางวิชาการ ตลอกจนการถ่ายถอดนวัตกรรม ทำให้อุตสาหกรรมชาและผลิตภัณฑ์ของประเทศ มีลักษณะเป็นอุตสาหกรรม ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ สู่การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

 

 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Copyright © 2005 Tea Institue,
Mae Fah Luang University 333 Moo1 Thasud Muang Chiang Rai 57100
Tel.0-5391-6253, Fax 0-5391-6253
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง